ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ไปไม่เป็นเสียแล้ว


ในบทความ “บั้งไฟพญานาค 2557” ผมได้วิพากษ์วิจารณ์ว่า ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ เข้าขั้นถึงไม่ฉลาดอย่างหนักหนาสาหัสที่ไปกล่าวว่า “บั้งไฟพญานาคเป็นคนทำขึ้น และทำที่ฝั่งลาว

มาถึงวันนี้ ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ไปไม่เป็นเสียแล้ว ยกธงขาวแบบพยายามรักษาหน้าตัวเองเสียแล้ว

ประเด็นเรื่องบั้งไปพญานาคนี้ ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์หาเรื่องใส่ตัวเอง คือ ไม่เชื่อว่าเป็นการกระทำของพญานาค

ความไม่เชื่อนั้น จึงไปสร้างสมมุติฐานที่ฉิบหายวายป่วงขึ้น คือ “หาว่ามีคนทำขึ้น

นี่แหละความฉิบหายวายป่วง  เป็นความคิดที่ไม่สมกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือนักวิชาการเลย

จากการที่ผมติดตามอ่านประเด็นเรื่องนี้มา ชาวบ้านธรรมดาๆ หลายคน ยังตอบเรื่องนี้ได้ดีกว่าดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์

คำตอบก็ออกมาในทำนองนี้

บั้งไฟพญานาคนั้น ลอยขึ้นมาจากแม่น้ำโขงจริงๆ พวกเขาก็ไม่เชื่อเรื่องพญานาค แต่มีปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่มีลูกไฟลอยขึ้นมาจากน้ำจริง”

จะเห็นว่า บุคคลธรรมดาตอบปัญหาเรื่องนี้ได้ดีกว่าดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์เสียอีก

แล้วคนที่เห็นว่า มีลูกไฟลอยขึ้นมาจากแม่น้ำปีหนึ่งๆ มีเป็นแสนคน  นับหลายๆ ปีรวมกันก็มีเป็นล้านคน

มันเป็นหลักฐานที่ยอมรับไม่ได้เลยหรือไง   คนมันจะเห็นผิดกันเป็นล้านคนเชียวหรือ....

การที่ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ไปตั้งสมมุติฐานว่า “มีคนทำขึ้น” และ “ยิงขึ้นที่ฝั่งลาว” เป็นการตั้งสมมุติฐานที่หาเรื่องใส่ตัวจริงๆ

สมมุติฐานว่า “มีคนทำขึ้น” มันต้องตอบปัญหาอีกมากมาย  เป็นปัญหาที่ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ตอบไม่ได้ด้วย  และไม่มีทางตอบปัญหาได้เลย

เช่น  ใครทำ  ทำไปทำไม เอาเงินที่ไหนมาทำ ฯลฯ

อย่างไรก็ดี ในปีนี้ พวกที่เห็นบั้งไฟพญานาคทำได้ค่อนข้างดี มีการจดบันทึกการเห็นอย่างเป็นระเบียบ

มีผู้สื่อข่าวไปทำข่าวกันมากมาย  ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์เห็นอนาคตอันเลวร้ายของตนเองแล้ว

จึงหาทางลง โดยการอ้างว่า กลัวถูกทำร้าย ออกมาขอโทษเสียแล้ว   ดูคำขอโทษของดอกเตอร์คนนี้เป็นข้อๆ ไปเลยก็แล้วกัน

หลังจากมีหลังไมค์มาเรียกร้องให้ผมขอขมา พร้อมชี้แจงประเด็นบั้งไฟพญานาค ไม่งั้นก็ขอเตือนไว้ว่า

มีคนที่โมโหผมอยู่เป็นจำนวนมาก และจะประสบชะตากรรมเหมือนไอทีวีในอดีต

นี่เป็นข้อความหาทางลงของดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์คนนี้

ผมเขียนบล็อกด่าคน ออกชื่อเสียงด้วย ถูกขู่แบบนี้ไม่รู้กี่ครั้งกี่หน  ไม่มีใครบ้า มาทำร้ายร่างกายกัน หรือทำอะไรกันด้วยเรื่องทำนองนี้  อย่างมากก็ขู่กันไปขู่กัน

ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ก็รู้ แต่แกรู้ว่า แกพลาดไปมาก ที่ไปหาว่า มีคนยิงขึ้นมาจากฝั่งลาว แกเลยหาทางลงเท่านั้น

1. ผมขออภัยที่ทำให้หลายท่านขุ่นข้องหมองใจ ... ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นความเข้าใจผิด อันเนื่องจากการที่ปีนี้

ผมไม่ได้ชี้แจงซ้ำบนเฟซบุ้คถึงแนวทางในการที่ผมและเพื่อนๆ ถ่ายรูปบั้งไฟ และทำคลิปอธิบายทฤษฎีกระสุนส่องวิธี

2. ผมและเพื่อนสนใจหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับลูกไฟประหลาดที่เรียกว่าบั้งไฟนี้ ว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่จะเกิดจากแก๊สธรรมชาติตามที่หลายคนเข้าใจกัน

โดยไม่ได้สนใจในสาเหตุอื่นที่เหนือธรรมชาติ เช่น พญานาคทำหรือไม่ หรือพญานาคมีจริงหรือไม่ หรือเกี่ยวข้องกับศาสนาและความเชื่อพื้นถิ่นอย่างไร

ผมอ่านแล้ว เป็นคำแก้ตัวที่ยังคงความเป็นไม่ฉลาดนักไว้อย่างคงที่ 

ประการแรกเลย เรื่องการพิสูจน์นี้  คือ การถ่ายรูปมาพิสูจน์กันแบบนี้  วิทยาศาสตร์จริงๆ เขาจะไม่ยอมรับกัน ยังเป็นที่สงสัยกันอยู่

เป็นวิทยาศาสตร์กูของ ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ และพรรรคพวกเท่านั้น

ประการต่อมา  คนเขาชื่อว่า พญานาคทำขึ้น  ในเมื่อพิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้  ก็สันนิษฐานว่าเป็นแก๊ส หรืออะไรก็ว่าไป

ยอมรับอย่างซื่อๆ ว่า  พิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ หรือถ้าจะทำกันจริงๆ ก็ต้องใช้เงินมาก ยังไม่ใครลงทุนให้ทำ 

การตอบอย่างนั้น ยังดีกว่า ไปบอกว่า มีคนทำขึ้น” และ “ยิงขึ้นที่ฝั่งลาว

3. การอธิบายถึงสาเหตุทางวิทยาศาสตร์นึ้ จำเป็นต้องเริ่มจากการตอบคำถามให้ได้ก่อนว่า ลูกไฟผุดขึ้นจากน้ำจริง อย่างที่หลายต่อหลายคนอ้างว่าเห็น แต่กลับไม่มีภาพถ่ายหลักฐานเลย ...

ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการตอบคำถามนี้ คือการถ่ายรูปแบบเปิดหน้ากล้องนานๆ จนเห็นว่า ลูกไฟนั้นพุ่งมาจากกลางลำน้ำ หรือจากฝั่งกันแน่

นี่เป็นจุดอ่อน และแสดงให้เห็นถึงความไม่ฉลาดสุดๆ ในเรื่องนี้ของดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ คือ พยายามใช้ภาพถ่ายเป็นหลักฐาน

มันบ้าสุดกู่ไปแล้ว  ไม่ได้เป็นวิทยาศาสตร์แล้ว

นักวิทยาศาสตร์ที่เก่งเรื่องภาพถ่ายสุดๆ คือ นักดาราศาสตร์ เนื่องจาก “สิ่งที่ศึกษานั้น มันอยู่ไกลและบางทีก็มองไม่เห็น”  เขาจึงต้องใช้ภาพถ่ายเป็นเครื่องมือ

นี่มันบั้งไฟพญานาคขึ้นที่แม่น้ำโขง  จะไปถ่ายรูปเป็นหลักฐานหาตะวักตะบวยไปทำไม  คนไปดูเป็นแสนๆ  มันใช้เป็นหลักฐานไม่ได้เลยหรือไง

นอกจากนั้น ในการศึกษาทางดาราศาสตร์ ยุคที่ยังไม่มีกล้องโทรทรรศน์ กล้องวิทยุต่างๆ นานานั้น เขาก็ใช้การสังเกตจากตาของมนุษย์นี่แหละ

ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ไม่ฉลาดเป็นอย่างมาก ที่ไม่ยอมรับการสังเกตจากคนเป็นแสน  แต่บ้าใช้กล้องถ่ายภาพ ซึ่งยังไม่ได้รับการยอมรับเหมือนกัน

4. ด้วยวิธีนี้ เราได้ลองถ่ายรูปในหลายอำเภอ ตำบล หมู่บ้านที่มีการดูบั้งไฟกัน รวมทั้งจากฝั่งลาวด้วย .... ซึ่ง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ เรายังไม่เคยถ่ายภาพลูกไฟขึ้นจากน้ำได้

แต่ได้ภาพแสงไฟขึ้นจากฝั่ง หรือจากเรือไฟ แทน รวมทั้งคลิปวิดีโอด้วย ซึ่งมีลักษณะตรงกับภาพที่จะได้จากกระสุนส่องวิถี tracer round ทั้งหมด

ข้อความนี้ ก็ไม่ควรเขียนออกมาเลย เสียภาพพจน์ ภาพลักษณ์หมด  ปีนี้บั้งไฟพญานาคขึ้นมาเกือบๆ 500 ลูก มีการจดบันทึกอย่างเป็นวิชาการ  มีผู้สื่อข่าวไปทำข่าวกันมากมาย

ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์และคณะถ่ายภาพไว้ไม่ได้เลย

มันไปถ่ายรูปกันจริงหรือเปล่า  หรือว่า ไม่ได้พยายามถ่ายบั้งไฟพญานาค พยายามถ่ายแต่พลุ หรือปืนส่องวิถีอย่างเดียว

5. กระนั้น เราไม่เคยพูดว่า ลูกไฟบั้งไฟทุกลูกที่ไปดูกันในวันออกพรรษานั้นเป็นกระสุน เพียงแต่รูปถ่ายทุกรูปที่ถ่ายได้นั้น น่าจะเป็นกระสุนแน่ๆ แต่ใครยิง เราไม่ทราบ

ก็พวกคุณ จ้องถ่ายแต่กระสุน จ้องถ่ายแต่พลุ พวกมึงถึงไม่เห็นบั้งไฟพญานาคไง

สารภาพแบบไปไม่เป็นเสียอย่างนั้น... ในการไปดูบั้งไฟพญานาคนั้น  มีคนไปจุดพลุด้วย ยิงโน่นยิ่งนี่ด้วย

ไปจ้องถ่ายภาพซะอย่างนั้น  บั้งไฟพญานาคขึ้นเป็นร้อยๆ ลูก ดันไม่เห็น

6. ข้อมูลภาพและคลิปที่เราเผยแพร่ในแต่ละปีนี้ น่าจะช่วยให้คนที่สนใจ และไม่เชื่อพวกเรา ได้ออกมาลองถ่ายภาพพิสูจน์ด้วยตนเองในปีต่อๆไป ... เผื่อว่าจะได้มีภาพบั้งไฟขึ้นจากกลางลำน้ำ มาใช้ศึกษาทางวิทยาศาสตร์ต่อไป ว่าเกิดจากอะไรกันแน่

7. การที่หลายคนที่ผมถกเถียงด้วยหลังไมค์ ได้ยอมรับในภาพถ่ายกระสุนขึ้นจากฝั่ง ว่าบั้งไฟของปลอมนั้นมีจริงและมีเยอะด้วย ขณะที่บั้งไฟของจริงนั้นหายากมากแล้ว ....

 จึงน่าจะเป็นโอกาสร่วมกัน ที่จะรณรงค์ในปีหน้าๆ ต่อไปให้คนแยกแยะออกในการดูบั้งไฟของจริงของปลอมเทียบกันด้วยวิธีการถ่ายรูป จะได้ช่วยกันนับว่าจริงๆแล้วบั้งไฟของจริงนั้นมีมากน้อยแค่ไหนกันแน่

8. ขอสรุปอีกครั้งว่า ผมขอขมาลาโทษด้วยที่ทำให้โมโหกัน ซึ่งผมมีเจตนาเพียงงานทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น และไม่เคยพูดว่า บั้งไฟทุกลูกเป็นกระสุนครับ

ด้วยความเคารพในสิทธิที่แต่ละท่านจะเลือกเชื่อเรื่องใดๆ

ขนาดหน้าแตก ออกมาขอโทษแล้ว ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ก็ยังบ้า “ถ่ายภาพ” อีก  มันจะบ้าไปถึงไหน

ผมในฐานะนักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ ผมขอยืนยันว่า “ประเด็นบั้งไฟพญานาค” นี้  ใช้การสังเกตการณ์ด้วย “ตา” ของเราได้

อย่างที่พวกที่เชื่อปรากฏการณ์ทำมาในปีนี้นี่แหละ

การศึกษาทางดาราศาสตร์ในยุคก่อนที่จะมีกล้องทันสมัยต่างๆ นั้น นักดาราศาสตร์เขาก็ใช้ “ตา” นี่แหละ  ได้ความรู้ที่แม่นยำมากมาย

กฎของนิวตันที่ว่าแน่ๆ ก็ยังพังมาแล้ว

กล่าวคือ กฎของนิวตันนั้น คำนวณวงโคจรของดาวพุธผิดไป 17 วัน จากการสังเกตการณ์ด้วยตาของนักดาราศาสตร์

ทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์คำนวณได้พอดีเป๊ะ  กฎของนิวตันของกลายเป็นความจริงที่แคบๆ

การที่ ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ไม่เชื่อแล้วไปบอกว่า “มีคนยิงขึ้นจากฝั่งลาว” นั้น  เป็นความโง่งี่เง่าที่สุด เท่าที่ผมได้ยินมา

เพราะ มันสร้างปัญหาขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก อย่างที่ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์กำลังได้รับอยู่ในปัจจุบันนี้นี่แหละ




บั้งไฟพญานาค 2557


ในช่วงนี้ มีข่าวเกี่ยวกับบั้งไฟพญานาคออกมาดังนี้

วันที่ 8 ตุลาคม 2557 สรุปบั้งไฟพญานาคที่จังหวัดหนองคาย ประจําปี 2557

จากการติดตามการรายงานผลการปรากฏขึ้นของลูกไฟ จากนักวิทยุสมัครเล่นจังหวัดหนองคายที่ประจําในทุกอําเภอของจังหวัดหนองคาย ที่คาดว่าจะปรากฏบั้งไฟพญานาค

ทั้ง อ. สังคม (อ่างปลาบึก) อ. ศรีเชียงใหม่ (วัดหินหมากเป้ง) อ. โพนพิสัย และ อ. รัตนวาปี

พบว่า หลังจากเกิดบั้งไฟพญานาคลูกแรกเมื่อเวลา 18.19 น. ที่บ้านหนองแก้ว ต. รัตนวาปี อ. รัตนวาปี 3 ลูก

หลังจากนั้น มีบั้งไฟพญานาคทยอยพุ่งขึ้นกลางแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่องจนถึงเวลา 21.00 น. มีบั้งไฟพญานาคเกิดขึ้นที่ อ. รัตนวาปี

ประกอบด้วย บ้านหนองแก้ว 3 ลูก บ้านตาลชุม 116 ลูก บ้านท่าม่วง 68 ลูก บ้านโป่งสําราญ 122 ลูก หนองน้ำหนองคอน 2 ลูก หนองน้ำหนองลาด 51 ลูก บ้านนิคมเปงจาน 16 ลูก บ้านน้ำเป 50 ลูก

ส่วนที่อําเภอโพนพิสัยมีบั้งไฟพญานาคเกิดขึ้นที่หน้า อบต. จุมพล 9 ลูก และ ต. บ้านเดื่อ อ. เมืองหนองคาย 2 ลูก ต.หินโงม อ. เมืองหนองคาย 2 ลูก และ อ. สังคม ที่อ่างปลาบึก ต. ผาตั้ง จํานวน 3 ลูก

รวมจํานวนบั้งไฟพญานาคในวันที่ 8 ตุลาคม 2557 ณ ช่วงเวลา 21.00 น. จํานวน 444 ลูก

ส่วนในพื้นที่ จ. บึงกาฬมีบั้งไฟพญานาคเกิดขึ้นที่ลานพญานาค อ. ปากคาด จ. บึงกาฬ 10 ลูก และที่บ้านท่าสีไค อ. บึงโขงหลง จ. บึงกาฬ จํานวน 9 ลูก

สําหรับบั้งไฟพญานาคในปีนี้ มีสีส้มอมแดง

ในเรื่องเกี่ยวกับบั้งไฟพญานาคนี้ มี ดร. คนหนึ่ง ที่ผมคิดว่า "ไม่ฉลาดนัก ในเรื่องนี้" แบบหนักหนาสาหัส

คือ ท่านไม่เชื่อว่า ปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคเป็นผลงานของพญานาค ท่านเห็นว่า “จะต้องมีคนทำขึ้น”

ท่านก็พยายามหารูปถ่ายมายืนยัน  ท่านได้โชว์รูปในเฟสบุ้กของท่าน ก็คือ รูปที่ผมนำเสนอไปข้างต้นแล้ว 

และก็นำเสนอข้อมูลประกอบดังนี้

วันนี้ (9 ต.ค.) ที่เฟซบุ๊ค Jessada Denduangboripant ซึ่งเป็นเฟซบุ๊คของ ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้ที่ติดตามศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับบั้งไฟพญานาค และยืนยันแนวคิดที่ว่าบั้งไฟพญานาคเกิดขึ้นจากฝีมือของมนุษย์ 

ซึ่ง ดร. เจษฎาเคยจัดแคมเปญประกวดถ่ายรูปหาความจริงเกี่ยวกับบั้งไฟพญานาค จนกลายเป็นกระแสเมื่อปีที่แล้ว

ล่าสุดปี 2557 ดร. เจษฎาได้เปิดเผยภาพเหตุการณ์บั้งไฟพญานาคพร้อมทั้งยืนยันชัดเจนว่า ไม่ได้ขึ้นจากน้ำ แต่ขึ้นมาจากฝั่งของประเทศลาว โดยข้อความระบุดังนี้

“…บั้งไฟพญานาค ปี 2557 มาแล้วว รูปจากฝีมือคุณ Nick Dhapana ที่ อบต. จุมพล อ. โพนพิสัยขอบพระคุณมากครับ (ฝากถึงคุณ ขจรเกียรติ ธิปทา ด้วย) เห็นชัดเจนเลยว่าไม่ได้ขึ้นจากน้ำ…”

เจ้าของภาพบรรยายใต้ภาพว่า “ปีนี้ไม่มีผู้ใหญ่มาที่โพนพิสัยครับ พญานาคเลยไปรับเสด็จที่อื่นหมด

เลยมีรูปมาฝากอาจารย์ Jessada Denduangboripant รูปเดียว แต่ก็เป็นไปตามคาดครับขึ้นจากหลังพุ่มไม้ฝั่งลาวล้วนๆ

รายงานล่าสุดจาก อบต.จุมพล อ. โพนพิสัย ขึ้นจากฝั่งลาวแค่ 5-6 ลูกเองครับ กลางน้ำไม่มี ถ่ายทันได้แค่ลูกเดียวครับ ”

ขออธิบายก่อนว่า ทำไมผมถึงว่า “ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์” เข้าขั้นไม่ฉลาดนัก และก็ยืนยันข้อเขียนของผมเสมอ

ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์เป็นนักวิทยาศาสตร์ “งมงายแบบโงหัวไม่ขึ้น” ในวิทยาศาสตร์  สิ่งไหนเป็นไปไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์ ท่านก็จะไม่ยอมรับอย่างหัวชนฝา

นี่แหละ ผมถึงว่า ดร. ท่านนี้ ไม่ฉลาดนัก

การงมงายในวิทยาศาสตร์ว่า วิทยาศาสตร์จริงอย่างเดียว อย่างอื่นไม่จริงหมด มันเป็นพวกไม่ฉลาดนักในยุคนี้แล้ว

เพราะ ในยุคปัจจุบัน เรารู้แล้วว่า วิทยาศาสตร์มันไม่ได้จริงอย่างนั้น  วิทยาศาสตร์มันปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

จนกระทั่งปัจจุบันนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังไม่กล้าฟันธงเลยว่า “วิทยาศาสตร์ค้นพบความจริงสูงสุดแล้ว

ขอให้ดูตารางการขึ้นของบั้งไฟพญานาคด้วยการจดบันทึกแบบเป็นวิชาการ แบบเป็นวิทยาศาสตร์กันสักเล็กน้อย

การที่มีลูกไฟขึ้นมาจากแม่น้ำแบบนี้  บอกว่า “ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร”  ยังฉลาดกว่าการที่บอกว่า “ต้องมีคนยิงขึ้นจากฝั่งลาว

ในปีนี้ พวกที่เชื่อว่า บั้งไฟพญานาคเป็นของจริง มีการจัดบันทึกการขึ้นของบั้งไฟพญานาคทำกันอย่างละเอียด และมีบั้งไฟพญานาคขึ้นเป็นจำนวน 463 ลูก


ถามจริง  จะเอาคนที่ไหนไปปลอมเรื่องบั้งไฟพญานาคกันถึงขนาดนั้น  และถามจริง จะทำไปทำไม

เรื่องบั้งไฟพญานาคนี่ มีมาตั้งแต่ไหน แต่ไรแล้ว  แต่เพิ่งมาจับผิดกันเมื่อไม่กี่ปีมานี้

ก่อนหน้านี้ ที่ยังไม่เป็นเรื่องเป็นประเด็นขึ้นมา จะะมีคนสืบตระกูลเพื่อทำเรื่องนี้สืบต่อกันมาหรืออย่างไร

นอกจากนั้น  ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์เป็นนักวิทยาศาสตร์แบบไหนก็ไม่ทราบ  คือ จะพิสูจน์ด้วยรูปถ่าย 

ก็คนเขาไปดูกันเป็นแสนคน  ทำไมไม่ไปดูกับเขาให้เห็นกับตา  จะ “เลือก” นั่งรอรูปถ่ายจากคนอื่นอยู่ที่กรุงเทพฯ  แล้วมันจะพิสูจน์ได้เรื่องหรือ

แล้วมันมีการรับรองการกันเป็นวิทยาศาสตร์หรือยังว่า “เรื่องนี้พิสูจน์ด้วยกรรมวิธีถ่ายภาพอย่างที่ “ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์” กำหนดมาได้

ผมยืนยันว่า ยังไม่มีการรับรองอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ในเรื่องการพิสูจน์ด้วยภาพถ่ายอย่างฝ่าย “ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์” กำหนดไว้

เรื่องนี้ “ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์” ฆ่าชื่อเสียงตัวเองด้วยความโง่แท้ๆ

ผมขอยืนยันว่า “บั้งไฟพญานาค” นั้น เป็นการกระทำของพญานาคจริงๆ ท่านบูชาพระพุทธเจ้าจริงๆ ปีหนึ่งท่านทำหนเดียว

อย่างไรก็ดี พญานาคเป็นสัตว์กายละเอียด  ดังนั้น ท่านคงไม่มาทำรอยเลื้อยให้เห็นกันได้ทั่วไป  เพราะ สัตว์กายละเอียดทำรอยอย่างนั้นไม่ได้


ในบางกรณีท่านอาจจะแสดงฤทธิ์ของท่านบางก็ได้  แต่ไม่ใช่เห็นรอยอะไรทำนองนี้ ก็จะว่าเป็นรอยพญานาคไปทั้งหมด....




พญานาคมัดเณร








วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม 2554  ผมไปสอนวิชาธรรมกายที่วัดจันทร์ตะวันออก อ. เมือง จ. พิษณุโลก ในโครงการ “ธรรมะสัญจรเพื่อประชาชน” ของมหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก

เจ้าของโครงการคือ รศ.ดร. ศิริพงษ์ เปรมจิตร กับ รศ.ดร. ดวงพร  เปรมจิตร ทั้งคู่เป็นวิทยากรของมูลนิธิศึกษาการุณย์ด้วย

วัดจันทร์ตะวันออกมีสำนักเรียนของเณร การปฏิบัติธรรมครั้งนี้ก็เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ผมไปสอนที่วัดแห่งนี้มาเป็นปีที่ 3 แล้ว

ในการสอนครั้งนี้ ผมได้นำเพชรพญานาคติดไปด้วย เพื่อที่จะให้เณรได้ทำวิชาดูกายของท่าน โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ ต้องการให้เณรรู้ว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบนี้มีจริง

การที่เณรเห็นเอง รู้เอง และสามารถพูดคุยกับจักรพรรดิในเพชรพญานาคได้ จะทำให้เณรมีความเชื่อและศรัทธาในศาสนาพุทธต่อไป

ไม่ใช่ว่า เรียนๆ  ไปเชื่อวิทยาศาสตร์ และหันมาสงสัยพระไตรปิฎก อย่างที่พวกพุทธเชิงคัมภีร์ หรือพวกปริยัติทำกัน

ในการสอนนั้น ต้องสอนให้เด็กผ่านวิชา 4 กายธรรมเสียก่อน  แล้วก็ลืมตามาดูเรือนของเพชรพญานาค ตามภาพที่ 2 ด้านบน

เมื่อเณรจำเรือนได้แล้ว ก็นึกเอาเรือนไปตามฐานของใจ ฐานที่ 1-2-3 และ 7  ต่อไปก็นึกอธิษฐานให้เรือนเพชรพญานาคว่างออกไป ก็จะเห็นกายจักรพรรดิในเรือน

เณรหรือเด็กบางคนจะเห็นเป็นพญานาคเลย  บางคนก็จะเห็นเป็นจักรพรรดิมีพญานาคพันแขนบ้าง พญานาคอยู่ข้างๆ บ้าง

ในระหว่างการสอนนั้น ผมเห็นเณร “หงายท้อง” ลงไป  ขอให้ดูวิดิโอด้านบน

แล้วก็มีเพื่อนเณรด้วยกัน กดเท้าของเณรไว้ ผมเข้าไปดูอาการ เพราะ รู้สึกตกใจเหมือนกัน เนื่องจากสอนมาหลายปี หลายแสนคน ไม่เคยเจออาการแบบนี้มาก่อน

เณรรูปนั้น นอนแข็งทื่อ เนื้อตัวเกร็งไปหมด เหมือนท่าแพลงกิ้ง (planking) ที่ฮิตระเบิดเทิดเถิงไปเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา

เมื่อผมมายืนดู  เห็นเณรหายใจแบบอึดอัดขัดข้อง ก็ยังไม่รู้จะทำยังไง ดร. ศิริพงษ์  เปรมจิตรเห็นเหตุการณ์ก็มาดู พร้อมๆ กับอาจารย์ของเณร

ผมถามว่า จะต้องไปส่งโรงพยาบาลทุกคนบอกไม่ต้อง

แล้วเณรบางคนไปกระซิบเรียกข้างหู ผมจึงสบายใจว่า เณรรูปนี้ คงมีอาการอย่างนี้มาก่อน จึงไปสอนต่อ

เณรรูปนี้ นอนนิ่งไปหลายนาที  เมื่อท่านลุกขึ้นได้  ผมจึงไปถามท่าน  ท่านตอบว่า “พญานาคมัดผม”

ผมก็ตอบไปว่า “เป็นไปไม่ได้ เพชรพญานาคนี้ เป็นจักรพรรดิของผม จะไปมัดท่านได้อย่างไร

แต่ผมเห็นรอยสักที่แขนเณร จึงรู้เณรรูปนี้ น่าจะ “เล่นของ” ทางไสยศาสตร์ด้วย

สักพักหนึ่ง เณรรูปดังกล่าวก็ไปตั้งหน้าตั้งตาวาดรูปมาให้ดู ขอย้ำว่ารูปนี้ เณรที่ถูกพญานาคมัด เป็นผู้วาดเอง  ขอให้ดูภาพที่ 3 ด้านบน

การสอนช่วงนี้ เป็นช่วงเช้า ระหว่างการพักเพื่อฉันอาหารเพล เณรรูปนี้ ได้เล่าให้วิทยากรท่านอื่นๆ ฟัง ดังนี้

เณรเล่าว่า เมื่อท่านวิชาตามที่ผมบอกไปเรื่อย และเห็นพญานาคแล้ว

พญานาคพูดว่า “เณรรูปนี้ เล่นของ ขอลองหน่อยซิว่าจะแก้ได้หรือไม่”  แล้วก็มัดเณร จนเณรหงายท้องลงไป ตามวิดิโอ

เณรยังเล่าอีกว่า เกล็ดของพญานาคสวยมาก สวยจนไม่รู้จะบรรยายอย่างไร

พญานาคยังบอกอีกว่า “เรือนของเพชรพญานาคของผมนี้ เป็นของปลอม ถ้าอยากจะได้ของจริง เดี๋ยวท่านจะไปหามาให้

เรือนของเพชรพญานาคดังกล่าวนั้น ผมไปหา “เช่า” มาจากจังหวัดหนองคาย 

จะเห็นว่าเรือนของเพชรพญานาคที่ขายตามท้องตลาดไหน ปลอมทั้งนั้น  สำหรับผมนั้น เนื่องจากเป็นวิทยากร พญานาคท่านอยากจะมาร่วมสร้างบารมีด้วย

พอผมซื้อเรือนของเพชรพญานาค ท่านก็ทิ้งเรือนจริงของท่าน มาอยู่กับเรือนที่ผมซื้อ...

การเป็นวิทยากรสอนปฏิบัติธรรมก็มีดีอีกอย่างตรงนี้